ภูเขาไฟพิโรธ : ควันแห่งความทรงจำ
by merveillesxx | Tue, 2011-03-01 00:40
ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้แวะเวียนไปที่หอศิลปะและวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หรือที่รู้จักกันในนาม หอศิลป์กทม. มีโอกาสได้ชมนิทรรศการศิลปะที่น่าสนใจหลายชิ้นทีเดียว โดยเฉพาะงานด้านวิดีโอ เลยขอหยิบยกบางชิ้นมาแนะนำสู่ผู้อ่านนะครับ
นิทรรศการแรกที่ขอพูดถึงคือ ภูเขาไฟพิโรธ (A Ripe Volcano) งานวิดีโอและเสียงจัดวางของสองศิลปิน ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ และ ยาสุฮิโร โมรินากะ (Yasuhiro Morinaga) โดยมีตัวงานฉายด้วยสองจอคู่กัน มีความยาว 15 นาที
นักดูหนังสั้นคงเริ่มคุ้นเคยชื่อของไทกิกันแล้ว เขาเป็นเจ้าของผลงานเรื่อง Whispering Ghosts และ Deathless Distance ในงาน ‘ภูเขาไฟพิโรธ’ เขารับหน้าที่กำหนดทิศทางด้านแนวคิดและภาพ (รู้จักไทกิเพิ่มเติมที่http://www.fuse.in.th/blogs/interview/3136) ส่วน โมรินากะ รับผิดชอบด้านงานออกแบบเสียง ผลงานที่ผ่านมาของเขา เช่น งานเสียงในหนังมาเลเซียเรื่อง Karaoke
เมื่อได้ชมนิทรรศการนี้แล้ว ผู้เขียนรู้สึกชื่นชอบและตื่นเต้นกับมันเป็นอย่างมาก อย่างแรกเหตุผลเชิงสุนทรียศาสตร์โดยปกติแล้วงานวิดีโอตามหอศิลป์หรือแกลเลอรี่มี น้อยชิ้นที่เราจะได้ดูได้ชมกันในสภาพที่มีความเป็นภาพยนตร์ (cinematic) สูงขนาดนี้ ส่วนใหญ่สถานที่จะไม่ได้มืดสนิท หรือมีงานสามสี่ชิ้นอยู่บริเวณใกล้กัน ทำใ้ห้เสียงตีกันไปมาบ้าง (ลองนึกถึงพื้นที่ของหอศิลป์กทม. ชั้น 7-8-9 ก็ได้) แต่ในงานนี้เราจะนั่งอยู่ในความมืดสนิท ห้องนี้เปรียบเสมือนโรงหนังร้าง (แวบแรกที่เข้าไป ผู้เขียนนึกถึงโรงหนังที่รายการคนอวดผีชอบไปล่าท้าผีกัน) คนดูกลายสภาพสถานะเป็นวิญญาณที่วนเวียนในโรงหนังไปโดยปริยาย
พูดถึงองค์ประกอบต่างๆ ของตัวชิ้นงาน งานด้านเสียงในวิดีโอชุดนี้ต้องเรียกว่าถึงขีดสุดอย่างแท้จริง มันให้ความรู้สึก ที่ตะลึงงันอลังการ ใครที่ชอบพวกงานของ โคอิชิ ชิมิสุ หรือเพลงค่าย So::On คงชอบงานนี้ได้ไม่ยาก ส่วนงานภาพของไทกิก็ยังน่าตื่นตาตื่นใจเช่นเดิม เหตุผลที่ผู้เขียนชอบหนังของเขาหลายเรื่องคือ หนึ่ง-คือเขาถ่ายภาพด้วยลักษณะของจ้องมอง (gazing) ซึ่งนั่นก็เ็ป็นพฤติกรรมพื้นฐานของการชมภาพยนตร์ และสอง-เขามีทักษะพิเศษบางอย่างในการจับภาพนิ่งๆ ให้ออกมาหลอกหลอนได้
ในด้านคอนเซ็ปต์งาน ตอนผู้เขียนเข้าไปดูรอบแรก ยังไม่ได้อ่านตัวคำอธิบายในสูจิบัตร ดังนั้นมันจึงเป็นการชมด้วยด้วยความพิศวงหลงใหลล้วนๆ แต่พอเข้าไปดูรอบสองซึ่งได้รู้แนวคิดเบื้องต้นของงานแล้ว ก็รู้สึกว่านัยยะของภาพแต่ละภาพมันรุนแรงมาก ไมว่าจะเป็นฉากหลังที่เป็นโรงแรมรัตนโกสินทร์ อันเป็นหนึ่งสถานที่สำคัญในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือสนามมวยราชดำเนินที่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความตึงเครียด
ผู้สร้างทิ้งร่องรอยบางอย่างให้ผู้ชมเชื่อมโยงงานชิ้นนี้กับเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าการตีความหมายของแต่ละคน ก็ขึ้นกับประสบการณ์ร่วมและประสบการณ์ส่วนตัวต่อเหตุการณ์นั้นๆ ผู้เขียนได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า ‘ภูเขาพิโรธ’ เปรียบเสมือนควันแห่งความทรงจำที่ยังคงคุกรุ่นไม่จางหาย บ้างอาจจะยังเห็นควันเหล่านั้นอย่างแจ่มชัด บ้างอาจจะมองเห็นแต่พยายามทำเป็นไม่เห็น
นิทรรศการ ภูเขาพิโรธ จัดแสดงที่ หอศิลป์ กทม. ชั้น 4 จนถึงวันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2554
